15/3/58

วิธีแก้ ลงโฆษณา facebook ไม่อนุมัติ ไม่ได้ ไม่ผ่าน



วิธีแก้ ลงโฆษณา facebook ไม่อนุมัติ ไม่ได้ ไม่ผ่าน
เพื่อนที่ประสบปัญหา ลงโฆษณา facebook ไม่อนุมัติ ลงโฆษณา facebook ไม่ได้ ไม่ผ่าน ลงไปตั้งหลายครั้งทำอย่างไรก็ ไม่ได้ซักที หรือ ลงโฆษณา facebook ไม่ขึ้น ตรวจสอบนาน รอแล้วรออีกจนท้อใจ เราเองก็ตั้งใจทำชิ้นงานส่ง Facebook Ads ลงทุนลงเวลาออกแบบซะสวยงาน เงินก็มีจ่ายแต่กลับไม่อนุมัติให้เราซะงั้น บทความนี้ผมลองเอาปัญหาที่เคยประสบปัญหามาบอกกล่าวกัน อาจเป็นเรื่องของเส้นผมปังภูเขาก็เป็นได้
ปัญหาของการ ลงโฆษณา facebook ไม่อนุมัติ อาจอยู่ที่รูปภาพโฆษณา ของเพื่อนมีข้อความที่มากเกินข้อกำหนด ( Facebook Ads กำหนดเอาไว้ว่า ห้ามมีข้อความไม่เกิน 20%) อ้าวแล้วเราจะรู้ได้ไงว่า ข้อความของเราเกิน 20% หรือไม่ ลองมาดูกันครับ

ข้อความในรูปภาพโฆษณา:
รูปภาพในโฆษณาของคุณสามารถมีข้อความที่ตรงตามข้อแนะนำในการโฆษณาทั่วไปของเราได้ แต่ต้องมีข้อความไม่เกิน 20% ในรูปภาพเพื่อให้ผู้เข้าชมใน Facebook ได้เห็นเนื้อหาที่มีคุณภาพสูงเท่านั้น ทั้งนี้ รูปภาพอาจมีโลโก้และสโลแกนได้ เราขอแนะนำให้คุณใช้โลโก้ของคุณเป็นภาพขนาดย่อของหน้า และใช้ช่องข้อความในโฆษณาเพื่อสื่อสารเนื้อหาของคุณออกไป

วิธีการตรวจสอบว่ารูปภาพโฆษณาของคุณตรงตามเกณฑ์จำกัดข้อความ 20% หรือไม่:
ไปที่เครื่องมือตาราง  https://www.facebook.com/ads/tools/text_overlay

คลิก เรียกดู เพื่ออัพโหลดรูปภาพที่คุณต้องการใช้ในโฆษณาของคุณ

คลิก แสดงตาราง เพื่อแสดงรูปภาพภายในตารางขนาด 5x5

คลิกที่กล่องที่มีข้อความ หากมีข้อความในช่องตั้งแต่ 6 ช่องขึ้นไป ภาพนั้นอาจมีข้อความมากกว่า 20% และไม่สามารถนำไปใช้ในโฆษณาในฟีดข่าวหรือในคอลัมน์ขวามือได้
หากรูปภาพของคุณมีข้อความมากกว่า 20% คุณสามารถแก้ไขโฆษณาของคุณได้
หมายเหตุ: ตารางนี้ใช้เป็นแนวทางเพื่อแสดงว่าเราตรวจสอบข้อความในรูปภาพโฆษณา/ภาพขนาดย่อของวิดีโออย่างไร Facebook มีสิทธิ์ชี้ขาดในการตัดสินว่ารูปภาพของคุณสอดคล้องกับนโยบายของเราหรือไม่

สิ่งที่ได้รับการอนุญาตในนโยบายข้อความ 20%:

รูปภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีข้อความบนผลิตภัณฑ์จริง
รูปภาพของผลิตภัณฑ์ในสถานการณ์จริง หรือรูปภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นหลัง
สิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตในนโยบายข้อความ 20%:

รูปภาพที่ถูกขยายไปที่โลโก้ หรือรูปภาพโดยมีข้อความซ้อนทับ
รูปภาพที่เห็นได้ชัดว่าถูกแก้ไขเพื่อแสดงข้อความบนผลิตภัณฑ์เป็นช่องโหว่ของนโยบาย

ลงโฆษณา facebook ไม่อนุมัติ ลงโฆษณา facebook ไม่ได้ ไม่ผ่าน ลงไปตั้งหลายครั้งทำอย่างไรก็ ไม่ได้ซักที หรือ ลงโฆษณา facebook ไม่ขึ้น ตรวจสอบนาน ลองแก้ไขตามที่บอกไว้ข้างบนดูแนะครับ
หลายครั้งที่เราเองคิดว่าจัดทำรูปมาดีแล้วน่าจะผ่านเกณฑ์แต่เอาเข้าจริงไม่ผ่านซะงั้น อันนี้ก็ต้องใช้เกณฑ์ของ facebook ตาม link ที่ให้ไปแล้วลองทดสอบดูนะครับ จะได้ค่าการประเมินโฆษณาที่ใกล้เคียงที่สุดครับ

29/1/58

วิธีใส่ meta description keywords ให้ Blogspot

วิธีใส่ meta description keywords ให้ Blogspot
สำหรับเพื่อนๆหลายท่านที่ยังไม่รู้ว่า เจ้า Blogger หรือ Blogspot ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ สามารถใส่ meta description keywords เพิ่มเองในแบบที่เราต้องการได้ ผมไปเจอบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้มาครับ ทาง thaiseoboard.com ให้เครดิตกับผู้เขียนบทความนี้คือ คุณBB ครับ เนื้อหาที่จะกล่าวถึงดังนี้ครับ

[#Tips#] ปรับแต่ง Blogger ให้แรงสุดๆ ด้วย SEO Optimization!
Blogger นอกจากจะฟรีแล้วยังมี Theme สวยๆให้เลือกมากมาย
ไม่ต้องห่วงเรื่องแบนวิทธิ์ ห่วงแต่ว่า มันจะแบนเรา
วันนี้มาแนะนำวิธีปรับแต่ง Onpage ให้ Blogger กันครับ

วิธีแรก ปรับให้หัวข้อเรื่อง หรือ keyword มาก่อน description ตรง title bar อะครับ
(ก่อนทำอย่าลืม back up template ไว้ก่อนนะครับ)
1. ไปที่ Layout -> Edit HTML
2. หา <title><data:blog.pageTitle/></title>
3. แทนที่ด้วย code ด้านล่างมีให้เลือก 4 แบบ
(ผมใช้แบบที่ 3 ครับมันจะมี | คั่นระหว่าง title ให้)


แบบที่ 1
-----------------------------------------------------------------------------------------------
<b:if cond='data:blog.pageType == &quot;index&quot;'>


<title><data:blog.title/></title><b:else/>

<title><data:blog.pageName/></title></b:if>


แบบที่ 2
-----------------------------------------------------------------------------------------------
<b:if cond='data:blog.pageType == "item"'>
<title><data:blog.pageName/> - <data:blog.title/></title>
<b:else/>
<title><data:blog.pageTitle/></title>
</b:if>


แบบที่ 3
-----------------------------------------------------------------------------------------------
<b:if cond='data:blog.pageType == &quot;item&quot;'>
<title> <data:blog.pageName/> | <data:blog.title/> </title> <b:else/> <title> <data:blog.pageTitle/> </title> </b:if>


แบบที่ 4
-----------------------------------------------------------------------------------------------
<b:if cond='data:blog.pageType == &quot;index&quot;'><title><data:blog.title/> : Your Blog Title Goes Here</title>
<meta content='Add Your Description' name='Description'/>
<meta content='Add Your Keywords' name='Keywords'/><b:else/>
<b:if cond='data:blog.pageType == &quot;archive&quot;'><title><data:blog.title/> : Your Blog Title Goes Here</title>
<meta content='Add Your Description' name='Description'/>
<meta content='Add Your Keywords' name='Keywords'/><b:else/>
<b:if cond='data:blog.pageType == &quot;item&quot;'><title><data:blog.pageName/> -
<data:blog.title/></title>
<meta expr:content='data:blog.pageTitle' name='Keywords'/></b:if></b:if></b:if>
-----------------------------------------------------------------------------------------------


วิธีใส่ Meta tag และ Meta Description
1. หา <b:include data='blog' name='all-head-content'/>
2.  แทนที่ด้วย
<meta content='DESCRIPTION' name='description'/>
<meta content='KEYWORDS' name='keywords'/>
<meta content='AUTHOR' name='author'/>

จบแล้วที่เหลือก็ Off Page ลองดูกระทู้นี้ละกัน
http://www.thaiseoboard.com/index.php?topic=45272.0


Enjoy!


เพิ่มเติมครับ
keyword ที่ผมหมายถึงก็คือชื่อโพสท์นั้นๆครับ นึกถึงตอนมันอยู่ใน search result สิครับ
ซึ่งปกติใน blogger เวลาเราโพสท์มันจะแสดง "description | ชื่อ post นั้นๆ (ซึ่งก็คือ Keyword)"
แต่พอเราปรับใช้โค้ดด้านบน มันจะแสดงเป็น "ชื่อ post นั้นๆ (ซึ่งก็คือ Keyword) | description"
ทำงานเหมือนกับ plug in ที่ชื่อ Optimal Title ใน Wordpress ครับ

24/12/57

เรื่องของ ภาษีขายของออนไลน์


หลายคนคงประสบกับปัญหาเรื่องของ ภาษีขายของออนไลน์ บอกตามตรงว่ามันเป็นของสแลงสำหรับคนที่ต้องทำงานหาแลกเงินอย่างเราเรา รายได้ที่หามาไม่ได้หาได้ง่ายๆนะครับ ต้องลงทุนลงแรงมากมายกว่าจะได้มาเพื่อทำการเลี้ยงชีพ ซ้ำแล้วต้องมาโดนเรื่องของ ภาษีขายของออนไลน์ เล่นงานเข้าอีก ตอนแรกมักจะเข้าใจว่าเราขายของได้กำไร แต่พอเวลาผ่านไปโดนเก็บ ภาษีขายของออนไลน์ ย้อนหลังเข้าให้ไอที่คิดว่า กำไร กลับกลายมาขาดทุนเพราะว่าเราขาดความรู้เรื่องภาษีขายของออนไลน์ และมิได้ทำการบวกภาษีส่วนนี้เข้าไปในราคาขายของด้วย แต่ก็จะยังไงดีล่ะ หากมีการบวกเข้าไปในราคาสินค้าเข้าจริงๆก็จะเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภค

เรื่องราวของ ภาษี เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ยาก พอดีผมผ่านไปเจอบทความที่มีประโยชน์เลยของเก็บมาฝาก ต้องให้เครดิตกับ aommoney.com ที่เรียบเรื่องมาให้พวกเราอ่นได้ง่ายขึ้น
สำหรับที่มาของบทความ ภาษีขายของออนไลน์ในตอนนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ @TAXBugnoms ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยในรายการ Money Makeover FM102 ดำเนินรายการโดย คุณรัชชพล เหล่าวานิช และคุณศลิลนา ภู่เอี่ยม ในหัวข้อเรื่อง ภาษีสำหรับธุรกิจขายของออนไลน์ ซึ่งหัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทั้งหลายมักจะสงสัย และเข้าใจผิดเรื่องการเสียภาษีกับการขายของออนไลน์อยู่เป็นจำนวนมากครับ วันนี้เลยถือโอกาสชี้แจงให้ฟังกันแบบหมดเปลือกในบทความเดียวกันไปเลย
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า.. เมื่อเกิดการซื้อขายขึ้นมาระหว่างคนขายกับคนซื้อ ไม่ว่าจะรับเป็นเงินสด เช็ค แคชเชียร์เช็ค เช็คของขวัญ อะไรทั้งหลายแหล่ รู้แน่ ๆ ว่าสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันใจแล้วละก็ เรานับว่าเป็น เงินทั้งหมดครับ และเมื่อขายของออนไลน์เพื่อเงินนี่แหละ จึงทำให้เรามีหน้าที่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

เพราะฉะนั้น การเปิดร้านค้าออนไลน์ไม่ใช่เปิดขึ้นมาแล้วไม่ต้องเสียภาษี เพราะถ้ามีรายได้ขึ้นมาเราก็ต้องเสียภาษีเหมือนการขายของตามปกติ โดยมีภาษี 2 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขายของแบบเรา ๆ นั่นคือ ภาษีเงินได้และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม

1. ภาษีเงินได้ ถ้าหากเป็นร้านค้าที่เปิดโดยคนธรรมดาบ้าน ๆ อย่างเรา ๆ ก็ถือว่าต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยภาษีเงินได้นั้นจะมาจากการคำนวณ เงินได้สุทธิแต่ถ้าหากจดทะเบียนเป็น นิติบุคคลอย่างห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท อันนี้ก็ต้องเสียเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยคำนวณจาก กำไรสุทธิแทน

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องเสียก็ต่อเมื่อเรามีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เมื่อไรที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ว่านี้เรามีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าทันที เช่น สินค้าราคา 100 บาท ต้องบวก ภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปอีก 7 บาท ซึ่งลูกค้ามีหน้าที่ต้องจ่าย 107 บาทนั่นเอง


แต่ทว่า.. บทความนี้ขออนุญาตเจาะลึกในเรื่อง ภาษีขายของออนไลน์ สำหรับบุคคลธรรมดาที่เปิดร้านค้าออนไลน์เท่านั้นนะครับ เพราะถ้าพูดเรื่องของนิติบุคคลไปด้วยเดี๋ยวจะยุ่งกันไปใหญ่ และสำหรับบุคคลธรรมดา เราจะพิจารณาภาษีด้วยวิธีนี้ครับ

1. กรณีที่รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี เราจะเสียภาษีแค่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
2. กรณีที่รายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เราจะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่ม
สำหรับวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในกรณีขายของออนไลน์ แบ่งออกเป็น 2 วิธีได้ดังนี้ครับ

1. เงินได้จากการขายของออนไลน์ ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 (เงินได้ประเภทอื่น ๆ)
2. สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธีคือ แบบเหมาในอัตรา 80% ของรายได้ และแบบตามความจำเป็นและสมควร
สำหรับวิธีการเลือกหักค่าใช้จ่ายแต่และแบบนั้น เราควรจะเลือกแบบไหนกันดี ขอแนะนำให้พิจารณาแบบนี้ครับ
ถ้าเป็นการขายของออนไลน์ทั่วไป เช่น เสื้อผ้า ของใช้ เครื่องสำอาง ฯลฯ ประเภทสิ่งของจับต้องได้ต่าง ๆ ขอแนะนำให้หักค่าใช้จ่าย แบบเหมาไปเลยดีกว่า แต่ถ้าหากอยากหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควรเพราะประหยัดภาษี ก็ขอแนะนำว่าให้มั่นใจว่าเอกสารหลักฐานที่เรามีนั้นครบถ้วนถูกต้อง มิฉะนั้นอาจจะมีปัญหากับพี่สรรพากรได้ แล้วจะกลายเป็นเสียภาษีมากกว่าเดิมไปซะงั้น

3. ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่าย ให้นำมาหัก ค่าลดหย่อนตามกฎหมายเพื่อคำนวณเงินได้สุทธิกันต่อเลยครับ
หลังจากนั้นคูณด้วยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามลำดับขั้นบันได เพื่อหาภาษีที่เราต้องจ่าย แต่ขอเตือนไว้ก่อนครับว่า ถ้าหากเรามีรายได้จากการขายของออนไลน์เกิน 1,000,000 บาทต่อปี !!! เราต้องคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินโดยนำ 0.5% มาคูณเงินได้ของเราด้วยครับ และหลังจากนั้นให้นำมาเปรียบเทียบภาษีที่คำนวณได้ทั้งสองวิธี และเลือกว่าภาษีที่คำนวณตามวิธีไหนได้มากกว่าให้ใช้วิธีนั้นในการเสียภาษีครับ !! (โหดจังเลย)

ทีนี้เรามาดูตัวอย่างสำหรับ วิธีการคำนวณภาษีเงินได้ สำหรับคนขายของออนไลน์กันดีกว่าครับ สมมุติว่านายหมอนัทแห่งคลินิกกองทุนเปิดร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์สำหรับท่านชายโดยเฉพาะ (เอ๊ะ !! ยังไง)  โดยมีรายได้ตลอดทั้งปี 5,000,000 บาท และตัวหมอนัทเองนั้นยังโสดสนิทศิษย์ส่ายหน้าอยู่
ดังนั้น วิธีคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิตามวิธีที่ 1 ของหมอนัทคือ = (รายได้ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี
1) รายได้ของหมอนัท 5,000,000 บาท
2) ค่าใช้จ่ายของหมอนัท 80% x 5,000,000 บาท = 4,000,000 บาท
3) ค่าลดหย่อนส่วนตัวของหมอนัท 30,000 บาท
4) เงินได้สุทธิ จาก 1-2-3 = 970,000 บาท
5) ภาษีที่คำนวณได้ (ตามอัตราภาษีก้าวหน้า) คือ 109,000 บาท
เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน x 0.5% = 5,000,000 x 0.5% = 25,000 บาท
สรุปว่านายหมอนัทจะต้องเสียภาษีจำนวน 109,000 บาท


ถาม-ตอบ ภาษีขายของออนไลน์ (FAQ)

1. รายได้เท่าไรต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ยื่นด้วยแบบแสดงรายการอะไร
ตอบ : เมื่อรายได้เกินกว่า 30,000 บาทต่อปี เรามีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการแม้จะไม่มีภาษีชำระก็ตาม ด้วยแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 90

2. ยื่นไม่เป็น คำนวณภาษียากแบบนี้ไม่ไหว ต้องทำยังไงดีล่ะ
ตอบ : ยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ตสิครับ สะดวกที่สุด คำนวณให้หมดด้วย เชิญยื่นได้ที่ www.rd.go.thครับผม

3. ถ้าไม่ยื่นเลยจะมีความผิดอะไรบ้างหรือเปล่า แบบว่ากลัวเสียภาษี
ตอบ : ค่าปรับยื่นแบบ 200 บาท เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ชำระ และที่สำคัญพี่สรรพากรอาจจะคิดเบี้ยปรับอีก 1 เท่า หรือ 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระอีกด้วย

4. กรณีที่เป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ (ผู้เยาว์) จะเสียภาษีอย่างไร
ตอบ : ในกรณีที่บุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ (อายุเกิน 20 ปี) ให้ถือเป็นเงินได้ของบิดาหรือของมารดาหรือผู้ที่ใช้อำนาจปกครองแล้วแต่กรณีไปครับ

5. ทางสรรพากรจะมีแนวทางตรวจสอบอย่างไร จับได้จริงหรือ ?
ตอบ : ทางสรรพากรมีการตรวจสอบธุรกิจ e-commerce ตั้งแต่ปี 2555 แล้วครับ ดังนั้นโปรดระวังตัวให้ดี ไม่แน่ว่าผู้โชคดีอาจจะเป็นคุณ !!!

6. เสียภาษีไปทำไมไม่เห็นได้อะไรกลับมา
ตอบ : เพราะผลตอบแทนของภาษีที่เราเสียนั้นไม่ได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นรูปธรรม ดังนั้นทำใจให้สบาย ๆ แล้วทำตัวให้ถูกต้องตามกฎหมายดีกว่านะครับ

7. ทำไมไม่ไปตามเก็บคนที่ไม่จ่ายภาษีหรือพวกคนโกงบ้าง มัวแต่รีดจากคนทำมาหากินอยู่ได้
ตอบ : ครับ แต่ถ้าเราไม่เสียภาษีเราก็ทำผิดกฎหมายเหมือนกันนะครับ แฮ่

8. เราสามารถใช้ค่าลดหย่อนได้เหมือนมนุษย์เงินเดือนหรือเปล่า พวก LTF, RMF ทั้งหลาย
ตอบ : ใช้ได้เหมือนบุคคลธรรมดาตามปกติครับ สำหรับคนที่ขายในนามบุคคลธรรมดา แต่ถ้าขายของออนไลน์ในนามร้านค้าจดทะเบียนอันนี้อาจจะหมดสิทธิ์ครับ

ขอบขอบคุณข้อมูลดีดีจาก aommoney.com ที่เรียบเรียงเรื่อง ภาษีขายของออนไลน์ มาให้พวกเราอ่านได้เข้าง่ายขึ้นครับ